ค่าจ้างดาราโปรโมทแบรนด์ในไทยมักอยู่ตั้งแต่หลักหมื่นปลายสำหรับโพสต์เดี่ยวหรืออีเวนต์สั้น ไปจนถึงหลักแสน หลักล้าน หรือมากกว่าสำหรับพรีเซนเตอร์เต็มแคมเปญ โดยราคาขึ้นกับชื่อเสียง ประเภทงาน จำนวนคอนเทนต์ สิทธิ์ใช้ภาพ ระยะเวลาเผยแพร่ และเงื่อนไขไม่รับงานคู่แข่ง แบรนด์ควรเผื่องบโปรดักชัน ภาษี และบูสต์สื่อแยกต่างหากเสมอ
ค่าจ้างดาราโปรโมทแบรนด์ในไทยไม่มีเลขเดียว แต่โดยทั่วไปอาจอยู่ตั้งแต่หลักหมื่นปลายสำหรับงานโพสต์หรือเข้าร่วมกิจกรรมระยะสั้น ไปจนถึงหลักแสน หลักล้าน หรือมากกว่านั้นสำหรับแคมเปญพรีเซนเตอร์ที่รวมสิทธิ์ใช้ภาพ วิดีโอ และความเอ็กซ์คลูซีฟข้ามช่องทาง ราคาแท้จริงจะขึ้นกับชื่อของศิลปิน กลุ่มแฟนคลับ ความเหมาะกับแบรนด์ และเงื่อนไขสัญญาที่แบรนด์ต้องการ
| ประเภทงาน | ช่วงราคาโดยประมาณ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| โพสต์หรือสตอรี่เดี่ยว | 50,000–300,000+ บาท | ขึ้นกับแพลตฟอร์มและระดับศิลปิน |
| ร่วมงานอีเวนต์ 1 ครั้ง | 80,000–800,000+ บาท | รวมเวลาเดินทางและสื่อหน้างาน |
| ถ่ายคอนเทนต์วิดีโอแบรนด์ | 150,000–1,500,000+ บาท | มักมีค่า usage rights เพิ่ม |
| พรีเซนเตอร์แคมเปญ | 500,000–5,000,000+ บาท | รวมสิทธิ์ใช้ภาพและข้อห้ามคู่แข่ง |
- ค่าจ้างดาราในไทยมีตั้งแต่หลักหมื่นปลายถึงหลายล้านบาท ขึ้นกับขอบเขตงานและสิทธิ์ใช้งาน
- ราคาโพสต์เดี่ยว งานอีเวนต์ งานวิดีโอ และพรีเซนเตอร์ ควรแยกประเมินคนละกรอบ
- usage rights และ exclusivity เป็นสองปัจจัยที่ทำให้งบเพิ่มเร็วที่สุด
- บรีฟที่ระบุ deliverables และระยะเวลาใช้งานครบ ช่วยให้เทียบใบเสนอราคาได้แม่นกว่า
- งบจริงมักสูงกว่าค่าตัว เพราะมีภาษี โปรดักชัน บูสต์สื่อ และค่าต่ออายุสิทธิ์ภาพ
ช่วงราคาจ้างดาราโปรโมทแบรนด์ในไทยอยู่ประมาณไหน?
หากถามแบบสั้นที่สุด ราคาจ้างดาราโปรโมทแบรนด์ในไทยมักเริ่มจากหลักหมื่นปลายสำหรับโพสต์เดี่ยวหรืองานเปิดตัวขนาดเล็ก ขยับเป็นหลักแสนสำหรับงานวิดีโอหรืออีเวนต์ใหญ่ และอาจแตะหลักล้านเมื่อรวมสถานะพรีเซนเตอร์ สิทธิ์ใช้ภาพหลายช่องทาง ระยะเวลายาว และเงื่อนไขไม่รับงานคู่แข่งในหมวดสินค้าเดียวกัน
ในทางปฏิบัติ แบรนด์มักได้ราคาเป็นแพ็กเกจมากกว่าค่าตัวล้วน เช่น Instagram post 1 ชิ้นกับ Story 3 เฟรม, TikTok video 1 ชิ้น, YouTube integration, attendance ที่งานเปิดตัว, หรือ media interview slot สำหรับสื่ออย่าง LINE TODAY และ YouTube Shorts ราคาที่ผู้จัดการศิลปินเสนอจึงสะท้อนทั้งแรงดึงดูดของชื่อดาราและปริมาณงานจริงในแคมเปญเดียวกัน
การประเมินเบื้องต้นจึงควรแยกเป็น 4 ระดับคือ งานโพสต์, งานอีเวนต์, งานถ่ายโฆษณา, และงานพรีเซนเตอร์รายไตรมาสหรือรายปี แบรนด์ที่เปรียบเทียบราคาโดยไม่แยกสิทธิ์ใช้งานมักมองว่างบต่างกันมาก ทั้งที่สาเหตุจริงอาจมาจากการใช้ภาพบน Facebook, Instagram, TikTok, POSM, OOH หรือสื่อ e-commerce พร้อมกันหลายจุด
อะไรเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ค่าจ้างขึ้นหรือลง?
ค่าจ้างขึ้นหรือลงตาม 5 ตัวแปรหลัก ได้แก่ ระดับชื่อเสียงและความเหมาะกับแบรนด์ ประเภท deliverables ระยะเวลาและพื้นที่ของสิทธิ์ใช้งาน ความเอ็กซ์คลูซีฟต่อคู่แข่ง และไทม์ไลน์งาน หากต้องใช้หลายแพลตฟอร์มอย่าง Instagram, TikTok, YouTube และสื่อหน้าร้านพร้อมกัน งบมักสูงกว่างานโพสต์เดี่ยวอย่างชัดเจน
ตัวแปรแรกคือความสามารถในการสร้างความสนใจต่อกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่แค่จำนวนผู้ติดตามเสมอไป ดาราที่เหมาะกับแบรนด์ความงามอาจไม่ได้เหมาะกับกลุ่มยานยนต์ อสังหาริมทรัพย์ หรือโรงพยาบาล ตัวแปรต่อมาคือรูปแบบชิ้นงาน เช่น still photo, key visual, short-form video, rehearsal, event appearance หรือ press interview ซึ่งใช้เวลาและทรัพยากรต่างกันมาก
ส่วนที่มักทำให้งบกระโดดคือ usage rights และ exclusivity หากแบรนด์ต้องการใช้ภาพนาน 6–12 เดือน บน Meta Ads, TikTok Ads, YouTube, เว็บไซต์, marketplace และสื่อหน้าร้านพร้อมกัน ค่าตัวมักสูงกว่าโพสต์ organic เพียงอย่างเดียวหลายเท่า ขณะเดียวกันงานด่วน ถ่ายต่างจังหวัด เดินทางต่างประเทศ หรือมี call time ยาว ก็เพิ่มต้นทุนทั้งฝั่งศิลปินและโปรดักชัน
ควรขอใบเสนอราคาอย่างไรให้เทียบกันได้จริง?
วิธีขอราคาให้เทียบกันได้คือส่งบรีฟชุดเดียวกันไปยังทุกฝ่าย ระบุ deliverables จำนวนชิ้น ช่องทางเผยแพร่ ระยะเวลา usage rights ระดับ exclusivity วันถ่ายทำ วันเผยแพร่ และงบโปรดักชันที่แยกจากค่าตัว เมื่อข้อมูลเท่ากัน แบรนด์จะเห็นได้ชัดว่าข้อเสนอไหนแพงเพราะศิลปินหรือแพงเพราะเงื่อนไขสัญญา
บรีฟที่ดีควรตอบให้ครบว่าเป็นสินค้าอะไร กลุ่มเป้าหมายคือใคร KPI ต้องการ reach, engagement, attendance หรือ conversion และอยากใช้ศิลปินในบทบาทใด เช่น presenter, campaign face, guest appearance หรือ content collaborator จากนั้นระบุชัดว่าต้องการกี่โพสต์ กี่วิดีโอ กี่ชั่วโมงในงาน และต้องมีการอนุมัติสคริปต์หรือภาพก่อนเผยแพร่หรือไม่
อีกจุดสำคัญคือการถามเรื่องสิทธิ์อย่างละเอียด เช่น ใช้เฉพาะ organic social หรือซื้อ media boosting ได้ด้วย ใช้เฉพาะประเทศไทยหรือรวม CLMV ใช้ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี และมี category exclusivity หรือไม่ การใส่รายละเอียดนี้ตั้งแต่ต้นช่วยลดการแก้สัญญาหลายรอบ และทำให้เอเจนซี ผู้จัดการศิลปิน และทีมกฎหมายตีราคาบนฐานเดียวกัน
นอกจากค่าตัวดารา ยังมีต้นทุนอะไรที่แบรนด์มักลืม?
ต้นทุนที่มักถูกมองข้ามมีทั้งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ค่าเอเจนซี ค่าผู้จัดการศิลปิน ค่าสตูดิโอ ช่างภาพ วิดีโอ ทีมแต่งหน้าเสื้อผ้า ค่าเดินทาง ค่าสื่อบูสต์ และค่าต่ออายุ usage rights เมื่อรวมทั้งหมด งบจริงอาจสูงกว่าค่าตัวที่เห็นในบรรทัดแรก 20–100 เปอร์เซ็นต์ได้ตามความซับซ้อนของงาน
หลายแบรนด์เห็นตัวเลขค่าตัวแล้วคิดว่างบจบ แต่ในแคมเปญจริงยังมี production cost, adaptation cost, caption translation, subtitle, motion edit, media amplification และค่าใช้จ่ายหน้างานอีกจำนวนมาก หากเป็นงานอีเวนต์ยังอาจมี backdrop, cue, rehearsal, security, hospitality และ transportation โดยเฉพาะเมื่อศิลปินต้องเดินทางข้ามจังหวัดหรือมีหลายโชว์ในวันเดียวกัน
อีกต้นทุนหนึ่งคือการต่ออายุสิทธิ์ใช้ภาพหลังแคมเปญสิ้นสุด หากแบรนด์ต้องการเก็บ key visual, video cutdown หรือภาพสำหรับ e-commerce และร้านค้าต่อไป ควรถาม renewal fee ตั้งแต่แรก รวมถึงเงื่อนไขการแก้ไขชิ้นงานและการตัดต่อซ้ำ เพราะบางสัญญาอนุญาตเฉพาะชิ้นงานเดิมและห้ามนำไปดัดแปลงลงสื่อใหม่โดยไม่ได้รับอนุมัติ
แบรนด์ควรตั้งงบเริ่มต้นแบบไหนก่อนติดต่อดาราหรือเอเจนซี?
ถ้าเพิ่งเริ่ม แบรนด์ควรตั้งงบเป็น 3 ชั้น คือค่าตัวศิลปิน งบโปรดักชัน และงบกระจายสื่อ โดยกันเผื่อสำรองอย่างน้อย 10–15 เปอร์เซ็นต์สำหรับการเปลี่ยนแปลงหน้างาน วิธีนี้ช่วยตัดสินใจได้ว่าควรเลือกโพสต์เดี่ยว งานอีเวนต์ หรือพรีเซนเตอร์ระยะยาวให้สอดคล้องกับเป้าหมายและความคุ้มค่าที่ต้องการ
สำหรับสินค้าทดลองตลาดหรือแคมเปญเปิดตัวสั้น แบรนด์อาจเริ่มจากงบที่เน้นคอนเทนต์ 1–2 ชิ้นและ media boost มากกว่าซื้อสถานะพรีเซนเตอร์เต็มปี แต่ถ้าต้องการสร้าง brand association ระยะยาวในหมวดความงาม แฟชั่น อสังหาริมทรัพย์ หรือสุขภาพ งบพรีเซนเตอร์ที่มี usage rights ครบมักให้ความต่อเนื่องมากกว่าและลดต้นทุนการเจรจาหลายรอบในปีเดียว
แนวทางที่ปลอดภัยคือทำ shortlist 3 ระดับราคา ได้แก่ candidate หลัก candidate สำรอง และ creator/KOL ที่ใช้แทนได้บางบทบาท จากนั้นเทียบข้อมูล audience fit, engagement pattern, platform strength และภาพลักษณ์ความเสี่ยง แบรนด์ที่วางงบเป็นชั้นแบบนี้จะปรับตัวง่ายกว่าเมื่อค่าตัวเกินคาด หรือเมื่อทีมกฎหมายต้องเพิ่มข้อกำหนดเรื่อง exclusivity และการตรวจสอบข้อความโฆษณา
คำถามที่พบบ่อย
โพสต์เดียวกับพรีเซนเตอร์ต่างกันเรื่องราคาอย่างไร?
โพสต์เดียวมักคิดตามจำนวนชิ้นงานและการเผยแพร่บนบัญชีของศิลปิน จึงมีต้นทุนต่ำกว่างานพรีเซนเตอร์มาก ขณะที่พรีเซนเตอร์มักรวมสิทธิ์ใช้ภาพ วิดีโอ ความเอ็กซ์คลูซีฟ และระยะเวลาสัญญา 3–12 เดือนขึ้นไป ทำให้ราคาเพิ่มจากหลักแสนไปสู่หลักล้านได้ง่ายเมื่อใช้หลายช่องทางพร้อมกัน
ถ้าแบรนด์มีงบจำกัด ควรเริ่มจากรูปแบบไหน?
หากงบยังจำกัด ควรเริ่มจากงานที่วัดผลและควบคุมต้นทุนง่าย เช่น โพสต์เดี่ยว วิดีโอสั้น 1 ชิ้น หรือ guest appearance ในงานเปิดตัวขนาดเล็ก แล้วกันงบสำหรับ media boost เพิ่มอีกส่วน วิธีนี้ช่วยทดสอบ brand fit ก่อนตัดสินใจลงทุนพรีเซนเตอร์ระยะยาวที่มีภาระเรื่องสิทธิ์และ exclusivity มากกว่า
จำเป็นต้องซื้อสิทธิ์ใช้ภาพแยกจากค่าตัวหรือไม่?
หลายกรณีจำเป็น เพราะค่าตัวสำหรับการโพสต์บนช่องทางของศิลปินไม่ได้แปลว่าแบรนด์มีสิทธิ์นำภาพหรือวิดีโอไปใช้ในโฆษณา เว็บไซต์ POSM หรือ marketplace ต่อโดยอัตโนมัติ แบรนด์ควรถามให้ชัดเรื่องสื่อที่ใช้ ระยะเวลา ประเทศที่เผยแพร่ และเงื่อนไขต่ออายุ เพื่อป้องกันต้นทุนเพิ่มหลังแคมเปญเริ่มแล้ว
ค่าจ้างรวมภาษีและค่าโปรดักชันแล้วหรือยัง?
ไม่เสมอไป ใบเสนอราคาบางฉบับระบุเฉพาะค่าตัวศิลปิน ขณะที่ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ค่าเอเจนซี ช่างภาพ ทีมวิดีโอ สตูดิโอ แต่งหน้า เสื้อผ้า เดินทาง และสื่อบูสต์อาจแยกต่างหาก ก่อนอนุมัติงบควรขอ cost breakdown ทุกบรรทัด เพื่อเห็นงบรวมจริงและเปรียบเทียบข้อเสนอได้เป็นธรรม
คู่มือที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิง
- Digital 2026: Thailand — DataReportal
- Nielsen Insights — Nielsen
- TikTok for Business Thailand — TikTok
- About Instagram — Meta
- YouTube for Creators — YouTube
ข้อมูลช่วงราคาในหน้านี้เป็นกรอบประเมินเพื่อการวางงบเบื้องต้น ไม่ใช่อัตรากลางตายตัวของตลาดไทย ราคาจริงขึ้นกับการเจรจา ศิลปิน ผู้จัดการ เอเจนซี ประเภทสิทธิ์ใช้งาน เงื่อนไขสัญญา ภาษี และขอบเขตงานในแต่ละแคมเปญ